“รู้จริง” หรือแค่ “รู้สึกดี”?
คำถามนี้อาจเคยแวบขึ้นมาในใจของใครหลายคน เวลาหยิบแก้วที่มีคำว่า "Green for Life", "Biodegradable", หรือ "ย่อยสลายได้" มาใช้ แล้วก็รู้สึกดีเหมือนตัวเองได้ช่วยโลกนิดนึง แต่เคยสงสัยกันไหมว่า...มันดีจริงไหม? หรือแค่ทำให้เรารู้สึกดี?
เราอยากพาคุณมาร่วมค้นหาคำตอบไปด้วยกัน กับแขกรับเชิญคนสำคัญที่ไม่ได้มาเล่น ๆ แต่พร้อมถกจริงทุกประเด็น ได้แก่ คุณพชรพร พนมวัน ณ อยุธยา MD (Thailand) จาก CREX PTE LTD: บริษัทที่ทำเรื่อง Decarbonization อย่างจริงจัง และ คุณเอก สุพลชัย กีรติขจร นักการตลาดและผู้ก่อตั้งบริษัท ANSTER ที่มาพร้อมมุมมองเรื่องการสื่อสารแบรนด์อย่างรับผิดชอบ และยังเป็นเจ้าของช่อง YouTube “ดัดจริต | Better Way Forward” อีกด้วย
Biodegradable คำที่ฟังดูดี แต่ต้องดูให้ลึก
ในยุคที่คำว่า “รักษ์โลก” กลายเป็นคีย์เวิร์ดหลักของทุกแบรนด์ บรรจุภัณฑ์ที่ระบุว่า “ย่อยสลายได้” หรือ “Biodegradable” ก็มักจะสร้างความรู้สึกดีให้กับผู้บริโภคแบบอัตโนมัติ แต่พอเราเริ่มลงลึก กลับพบว่าคำคำนี้ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด
จริง ๆ แล้วคำว่า Biodegradable หมายถึงวัสดุที่สามารถย่อยสลายได้โดยจุลินทรีย์ตามธรรมชาติ แต่ไม่ได้หมายความว่าวัสดุทุกชนิดจะย่อยสลายได้เร็ว หรือย่อยสลายได้หมดจดในทุกสภาวะ บางวัสดุต้องใช้เวลาเป็นเดือน หรือถึงขั้นต้องเข้าเตาอบย่อยสลายในโรงงานเฉพาะทาง ดังนั้น การที่เราเห็นคำว่า Biodegradable จึงไม่ใช่คำตอบจบของปัญหาเรื่องขยะ
เมื่อความรักษ์โลกซ่อนเคมีเอาไว้
หนึ่งในความเข้าใจผิดที่หลายคนมีคือคิดว่า “ของรักษ์โลก” ต้องมาจากธรรมชาติเท่านั้น และไม่มีส่วนผสมของสารเคมีใด ๆ แต่ในความเป็นจริง โลกใบนี้ประกอบไปด้วยเคมีทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นจากธรรมชาติหรือจากห้องทดลอง
วัสดุที่เราใช้กันอยู่ในแก้ว Biodegradable ส่วนใหญ่มาจากพืช เช่น มันสำปะหลัง ข้าวโพด หรืออ้อย และผ่านการแปรรูปเป็นแป้งหรือเรซิ่นเพื่อเพิ่มความแข็งแรง ตัวเรซิ่นนี้ แม้จะมาจากธรรมชาติ ก็ยังนับว่าเป็น “โครงสร้างทางเคมี” ที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อควบคุมคุณสมบัติของวัสดุ เช่น ให้กันน้ำ ไม่รั่วซึม ไม่เสียรูปเมื่อถือของร้อน
แม้ว่าจะย่อยสลายได้ในที่สุด แต่กระบวนการนี้ก็ยังขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เช่น ความชื้น อุณหภูมิ และจุลินทรีย์เฉพาะทาง แปลว่า หากโยนแก้วเหล่านี้ลงถังขยะทั่วไปหรือไปฝังในดินธรรมดา มันก็อาจไม่ได้หายไปเร็วอย่างที่หวังไว้
ย่อยสลายได้ แต่ยังผลกระทบยังอยู่
ประเด็นสำคัญที่น่าคิดต่อคือ แม้วัสดุเหล่านี้จะย่อยได้ แต่ก็ยังสามารถทิ้งผลกระทบในรูปแบบอื่น ๆ ได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น “ก๊าซมีเทน” ที่เกิดจากการหมักย่อยของเศษวัสดุอินทรีย์ หากไม่มีการบริหารจัดการที่ดี ก๊าซเหล่านี้อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของก๊าซเรือนกระจกที่เรากำลังพยายามลดกันอยู่
ยิ่งไปกว่านั้น การผลิตวัสดุ Biodegradable ส่วนใหญ่ยังต้องอาศัยการเกษตรขนาดใหญ่ เช่น การปลูกอ้อยหรือมันสำปะหลัง ซึ่งอาจนำไปสู่การเผาพื้นที่เกษตร ปล่อยฝุ่น PM2.5 หรือสารเคมีสู่ระบบน้ำ หากไม่มีการควบคุมที่เหมาะสม
ดังนั้น แม้ว่าการเปลี่ยนจากพลาสติกทั่วไปมาใช้วัสดุ Biodegradable จะดูเป็นการตัดสินใจที่ดีในแวบแรก แต่หากมองลึกลงไป เราจะพบว่าเรายังต้องพัฒนา “ระบบรองรับ” ให้ดีขึ้นเพื่อรองรับสิ่งเหล่านี้ในระยะยาว
ผู้บริโภคควรตระหนักและแบรนด์ควรตื่นตัว
ในฐานะผู้บริโภค เราสามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีข้อมูลรองรับจริง เช่น แก้วที่สามารถเรียกคืนได้ หรือนำไปย่อยสลายในระบบที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงควรเริ่มต้นจากการ พกแก้วของตัวเอง ซึ่งเป็นวิธีที่ยั่งยืนและง่ายที่สุด
ส่วนแบรนด์เองก็มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ย่อยง่ายจริง การตั้งระบบเก็บคืน หรือแม้แต่การให้ข้อมูลกับผู้บริโภคอย่างถูกต้องเพื่อไม่ให้เกิดการเข้าใจผิดจากคำว่า “รักษ์โลก” ที่อาจกลายเป็นแค่คำโฆษณา
เคลมว่ารักษ์โลกไม่ได้ว่าดีเสมอไป
เราไม่ได้สรุปว่า Biodegradable เป็นเรื่องแย่ แต่เราสรุปว่า “การเป็นผู้บริโภคที่ฉลาด” นั้นสำคัญกว่า เราควรรู้ว่าวัสดุที่เราใช้มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร และสามารถตั้งคำถามกับสิ่งที่เห็นได้เสมอ เพราะบางครั้ง การรักษ์โลกจริง ๆ อาจเริ่มจากการไม่ใช้เลยก็ได้
วันนี้คว่ำแก้วแล้ว “รู้จริง” หรือแค่ “รู้สึกดี”?